พช. นำเสนอแนวทาง “โคก หนอง นา” เป็นหนึ่งกลไกบรรเทาภัยแล้งและลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนบน จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 3001 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นำผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมหารือกับ ดร.ธนพล พิมาน และคณะ จาก Stockholm Environment Institute (SEI Asia) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการเพื่อบรรเทาภัยแล้งและลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนบน จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดบุรีรัมย์
โดยการหารือในครั้งนี้เป็นไปตามโครงการ DIWAM: from Drought Impact to Water Adaptations in Mun River Basin in Northeast Thailand มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของภัยแล้ง และการปรับตัวต่อสภาวะแล้งในภูมิภาคลุ่มน้ำมูล เพื่อเป็นข้อมูลนำไปสู่การกำหนดแนวทางอันเป็นประโยชน์ในเชิงการพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติ
รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหาร ได้นำเสนอและให้ข้อมูลกับคณะฯ ถึงมาตรการและแนวทางการบรรเทาภัยแล้งในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดบุรีรัมย์ ว่า “กรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำแนวคิดและทฤษฎีตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์กับแนวคิดการพัฒนาพื้นที่และการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย เพื่อประโยชน์ต่อการเพาะปลูก และเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มพื้นที่ป่า ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ประชาชน ชุมชน ให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองในเรื่องน้ำ อาหาร สร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัด กรมฯ ได้มีการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” โดยมุ่งเน้นให้พื้นที่ต้นแบบในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน มุ่งเน้นการพัฒนาคน เพื่อให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยจังหวัดนครราชสีมา มีศูนย์เรียนรู้ฯ ทั้งหมด 544 แห่ง และจังหวัดบุรีรัมย์ มีศูนย์เรียนรู้ฯ ทั้งหมด 1,693 แห่ง ซึ่งหลักสำคัญของการทำ โคก หนอง นา คือ เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มพื้นที่ป่า ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ประชาชน ชุมชน ให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองในเรื่องน้ำ อาหาร สร้างภูมิคุ้มกันให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
กรมฯ ยังมีแนวทางในการสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนและต่อยอดการดำเนินงานที่เชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาพื้นที่ ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ โดยใช้ความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนายกระดับทักษะของผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปสู่การยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เห็นเป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืนในอนาคต ควบคู่ไปกับการพัฒนาคน ด้วยการสร้างเครือข่าย สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มของเจ้าของแปลงพื้นที่ต้นแบบฯ รวมกันพาทำ และสนับสนุนองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มองค์กรในชุมชน เช่น กลุ่มสตรี เยาวชน เพื่อพัฒนาทักษะด้านอาชีพ ผลิตภัณฑ์ในแปลงที่มีความหลากหลาย ให้เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด และปลอดภัยต่อผู้บริโภค เชื่อมโยงกับตลาดชุมชน เครือข่าย OTOP กลุ่ม OTOP Trader บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด และการสร้างแบรนด์ โคก หนอง นา เชื่อมโยงกับภาคเอกชนทั่วไป ตลอดจนการขยายผลและสร้างการรับรู้ โดยการต่อยอดกับกิจกรรมการพัฒนาอื่น การขยายผลการดำเนินงานและการเสริมสร้างการรับรู้ให้เกิดผลเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะในวงกว้าง ผ่านการถอดบทเรียนความสำเร็จ เผยแพร่สู่สาธารณะด้วยช่องทางที่หลากหลาย
(Visited 1 times, 1 visits today)