อธิบดี พช. นำคณะ ขับเคลื่อนแผนต่อเนื่องการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม War room กรมการพัฒนาชุมชน
ชั้น 5 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพมหานคร และผ่านทางระบบวีดิทัศน์ทางไกล (Video Conference) นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นำผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครนายก, จ.อุดรธานี, จ.ยะลา ร่วมในการประชุมดังกล่าว
การประชุมในครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีในการติดตามผล และร่วมหารือวางแผนการขับเคลื่อนร่วมกันในการดำเนินโครงการต่อยอดพื้นที่ตามแนวทางทฤษฎีใหม่ และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายกรมการพัฒนาชุมชน เป็นหลักในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการทั้งระดับกรมหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จังหวัด และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยมีหมุดหมายในการสร้างพื้นที่ต้นแบบขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนา และใช้โอกาสจากภูมิสังคมเป็นกลไกในการพัฒนาพื้นที่เป้าหมาย ด้วยการให้ความรู้ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงหรือทฤษฎีใหม่ควบคู่กับการศึกษาถึงรากเหง้าภูมิปัญญาดั้งเดิม และเพิ่มพูนด้วยชุดความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับการยกระดับพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การประชุมมีวาระที่สำคัญ คือ การรายงานผลความก้าวหน้าโครงการต่อยอดพื้นที่ทฤษฎีใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำ เนินโครงการต่อยอดพื้นที่ทฤษฎีใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุรวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 859 ไร่ ได้แก่ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ นย.35 ต.บางลูกเสือ อ.องครักษ์ จังหวัดนครนายก บนพื้นที่ขนาด 123 ไร่ และแปลงหมายเลขทะเบียนที่ นย.380 ที่ดินตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 , 4 ต.บางสมบูรณ์ และหมู่ที่ 9 ต.บางลูกเสือ อ.องครักษ์ จ.นครนายก บนพื้นที่ 736 ไร่ สำหรับความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนนั้น กรมฯ ได้ดำเนินการกันเงินเหลื่อมปีงบประมาณ พ.ศ.2567 สำหรับดำเนินการก่อสร้างศูนย์ส่งเสริมพัฒนา และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ในพื้นที่ต้นแบบดังกล่าว
ในส่วนของความก้าวหน้าโครงการต่อยอดพื้นที่ทฤษฎีใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมฯ ได้รับการอนุมัติงบประมาณ เพื่อสนับสนุนการสร้างศูนย์ส่งเสริมพัฒนา และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ต.บางลูกเสือ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ในพื้นที่ ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี และ ต.สะเตง อ.เมืองยะลา จ.ยะลา โดยการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวนั้น ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก และศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนยะลา ได้จัดทำแผนระยะ 5 ปี รองรับการขับเคลื่อนโครงการฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา แบ่งออกเป็น 1) ร้อยละ 40 ครัวเรือนยากจน ตาม TPMAP และ Thai QM ในพื้นที่ 2) ร้อยละ 30 คนรุ่นใหม่ ได้แก่ นักศึกษาจบใหม่ คนว่างงาน หรือ ข้าราชการรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 40 ปีและมีภูมิลำเนาในพื้นที่ 3) ร้อยละ 20 ผู้มีศักยภาพ ผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านเกษตรกรรม และผู้มีทักษะในสาขาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนครอบครัวข้าราชการที่เกษียณอายุ 4) ร้อยละ 5 กลุ่มผู้เคยได้รับประโยชน์ ที่อยู่ในพื้นที่ของโครงการฯ และ 5) ร้อยละ 5 ผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษปล่อยตัว และผ่านการอบรมโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและ ความหวัง” ของกรมราชทัณฑ์ ที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่
โดยผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจากความสำเร็จของโครงการนี้ คือ ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศไทย จากการยกระดับพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เพื่อขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) อันมีหลักการสำคัญของการพัฒนา ได้แก่ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแนวคิดล้มแล้วลุกไว เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ และโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสอดรับกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของประเทศไทยที่ได้ลงนามให้คำมั่นว่าจะร่วมกันบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายในปี 2030
(Visited 1 times, 1 visits today)